ทีแรก ผมตั้งใจว่าจะเขียนหลังจากที่ชมภาพยนตร์จบแล้วตอนที่อยู่ญี่ปุ่น แต่พอเอาเข้าจริง มันก็ไม่สะดวกที่จะเขียนด้วยเวลาที่ไม่เอื้ออำนวย ผมเลยก็ต้องมาเขียนหลังจากที่กลับมาจากทริปญี่ปุ่นล่าสุดนะ
ซึ่งก็ต้องถือว่านี่เป็นครั้งแรกของผมในรอบ 4 ปีที่ได้มาชมภาพยนตร์พรีเคียวในโรงภาพยนตร์ที่ญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง (หลังจากครั้งก่อนหน้านี้ที่ผมได้มาชมก็คือ Star Twinkle Precure) และโรงภาพยนตร์ที่ผมได้เข้าไปชมครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในสถานที่เดิมที่ผมไปเป็นประจำ นั่นก็คือโรงภาพยนตร์ T-Joy Umeda (เดิมชื่อ Umeda Burg 7) ที่โอซาก้า

สำหรับตัวภาพยนตร์พรีเคียวเรื่องนี้ ซึ่งก็คือ Precure All Stars F (映画プリキュアオールスターズ F) ที่ได้เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2023 ที่ผ่านมานั้น ถ้าใครติดตามข่าวก็น่าจะทราบกันแล้วว่า Precure All Stars F ได้ทำสถิติใหม่ของภาพยนตร์ในแฟรนไชส์พรีเคียวถึง 2 สถิติด้วยกัน นั่นก็คือ เป็นภาพยนตร์พรีเคียวที่ทำรายได้ในช่วงเปิดสัปดาห์แรกได้สูงที่สุด (ล้มแชมป์ Precure All Stars Memories ในปี 2018) ด้วยรายได้ถึง 437 ล้านเยน และเป็นภาพยนตร์พรีเคียวที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาลในแฟรนไชส์ (รวม 6 สัปดาห์แรกหลังเข้าฉาย รายได้อยู่ที่ 1333 ล้านเยน)

ก่อนที่ผมจะได้ชม Precure All Stars F ผมก็มีความสงสัยมานานแล้วตั้งแต่ชม PV ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในแฟรนไชส์พรีเคียวหรือเปล่า?? เนื่องจากว่ามันมีคำว่า F พ่วงท้ายที่ทำให้ผมคิดว่าตัว F ตัวนี้มาจากคำว่า Final (ที่หมายถึงสุดท้าย) หรือเปล่า แต่ท้ายสุดทางทีมงานผู้สร้างก็ได้เฉลยออกมาแล้วว่าตัว F นี้สื่อถึงความหมายได้หลายอย่างมากที่มีความเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์พรีเคียวเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า Friend, Fight, Forever หรือ Future อีกทั้งก็ไม่ต้องกลัวว่า Precure All Stars F จะเป็นภาพยนตร์พรีเคียวเรื่องสุดท้าย เพราะปีหน้าปี 2024 จะมีภาพยนตร์พรีเคียวเรื่องใหม่ให้ชมอย่างแน่นอน
การรีวิวครั้งนี้ ผมจะเน้นในส่วนที่ผมอยากจะเขียนรวมไปถึงเขียนในสิ่งที่ผมชอบด้วยจากภาพยนตร์ จะไม่สรุปรีวิวแบบละเอียดอย่างที่ผมเคยทำไว้ตอนภาพยนตร์ Star Twinkle Precure นะ
สำหรับเนื้อเรื่องโดยรวมของภาพยนตร์ ผมขอสรุปแบบรวบรัดเลย (แบบมีสปอยล์เล็กน้อย) ก็คือ Sora และเพื่อนๆคนอื่นในทีมของเธอ (Hirogaru Sky! Precure) ได้ตื่นขึ้นมาและพบว่าแต่ละคนถูกกระจัดกระจายแยกออกไปตามพื้นที่ต่างๆในโลกแห่งหนึ่ง และแต่ละคนได้พบกับพรีเคียวจากทีมอื่นๆ (จากซีรี่ส์ก่อนๆ เช่น Delicious Party, Tropical Rouge, Healin’ Good, etc…) ซึ่งมาเป็นเพื่อนกันและพบว่าทุกคนเป็นพรีเคียวเหมือนกันหมด
ทางทีมของ Sora ก็ได้พบ Prim หรือ Cure Supreme บุคคลผู้ซึ่งเยือกเย็นและมีความลับอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ส่วนทางทีมของ Mashiro ก็ได้พบ Puka ภูติที่มีลักษณะกระต่ายที่ไม่สามารถพูดอย่างอื่นได้นอกจาก “Puka! Puka!”
และด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันที่ต้องการกลับไปสู่โลกของตัวเอง ทุกทีมมุ่งไปสู่ปราสาทใหญ่ที่อยู่ปลายทางที่จะเป็นจุดหมายที่ทำให้กลับบ้านกันได้ แต่แล้วความลับก็ถูกเผยออกมาเมื่อ Prim ได้เผยธาตุที่แท้จริงของตัวเองออกมาทำให้พวก Sora และคนอื่นๆคาดไม่ถึง เพราะเธอคือวายร้ายของเรื่องนี้ (ซึ่งเธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา) และเธอก็มีพลังมหาศาลเกินกว่าที่พรีเคียวทั้งหลายจะเอาชนะเธอได้ (และนั่นก็เป็นที่มาของฉากสำคัญฉากนี้ที่ทาง Toei ได้เผยแพร่ผ่าน YouTube)
แต่ท้ายสุด ด้วยความช่วยเหลือจากพลังของ Puka (ซึ่งได้มาเป็นพรีเคียวด้วย) และพลังของพรีเคียวทุกๆคน (นำโดย Sora และ Mashiro) ที่พร้อมใจสู้ด้วยกัน ทำให้ Prim ถูกปราบได้ในที่สุดและโลกก็กลับมาสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมขอสรุปเนื้อเรื่องเพียงแค่นี้

ในส่วนอื่นๆของภาพยนตร์ที่ผมอยากจะเขียนถึง ผมขอทำเป็น List ก็แล้วกัน เพราะอยากเขียนตามที่อยากนะ (แน่นอนว่าจะต้องมีสปอยล์บ้างหน่อยนะ)
– การดำเนินเนื้อเรื่องในส่วนแรกของภาพยนตร์การดำเนินเรื่องจะคล้ายๆเหมือนกับ Road Movie ที่แต่ละทีมมีจุดมุ่งหมายที่จะไปสถานที่เดียวกันซึ่งก็คือปราสาท โดยมีการสลับเล่าเรื่องระหว่างในแต่ละทีมที่สื่อไปถึงความรู้สึกนึกคิดของพรีเคียวแต่ละคน ส่วนหลังของภาพยนตร์ก็จะเน้นไปที่การต่อสู้กับ Prim อย่างเข้มข้น
– สิ่งที่ผมชอบมากเกี่ยวกับตัวละครในภาพยนตร์ก็คือการที่พรีเคียวแต่ละคนในแต่ละทีมถูกกระจัดกระจายแยกย้ายไปอยู่กับพรีเคียวจากทีมอื่นๆที่ไม่ใช่ทีมของตัวเอง (ดังที่ได้เห็น เช่น Sora อยู่กับ Yui, Manatsu และ Prim ส่วน Mashiro อยู่กับ Amane, Laura และ Nodoka ในขณะที่ Ageha อยู่กับ Yukari, Asumi และ Lala อะไรแบบนี้) เพื่อที่จะได้เห็นปฏิสัมพันธ์ของพรีเคียวแต่ละคนเมื่อมาอยู่กับคนอื่นๆที่ไม่ใช่คนในทีมตัวเอง
– โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปฏิสัมพันธ์ที่ผมชอบมากคู่หนึ่งก็คือ ระหว่าง Mashiro กับ Laura เพราะแค่ฉากที่ Laura ปล่อยให้ Mashiro ติดอยู่บนเกาะแล้วตัวเองก็จะจากไป แต่ Mashiro กลับไม่ยอม ยืนยันว่าจะไปกับ Laura ให้ได้ ก็ทำให้สองคนนี้เหมือนคู่หูตลกที่ไม่น่าจะเข้ากันได้แต่ก็เข้ากันได้ในที่สุด (ผมยังนึกสนุกๆเลยว่าถ้าหากมีการทำซีรี่ส์พรีเคียว Spin-Off แบบมีสองคนนี้เป็นตัวนำก็คงจะสนุกไปอีกแบบ)
– ฉากที่มีการยก Quote คำพูดของทั้ง Yui และ Manatsu ที่พูดกับ Sora (ในตอนที่นอนพักในสถานที่แห่งหนึ่งในตอนค่ำ) ก็ทำให้ Sora ผู้ซึ่งอยากจะพบกับ Mashiro ให้ไวได้เรียนรู้ถึงมุมมอง, ความคิดและความรู้สึกของผู้นำของพรีเคียวทีมอื่นๆที่แตกต่างไปจากเธอ อย่างไรก็ตามทั้งสามคนก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือมิตรภาพและความผูกพันกับเพื่อนๆเหล่าพรีเคียว (ทั้งในทีมตัวเองและทีมคนอื่นๆ)

– ฉากจับมือเป็นหัวใจสำคัญของพรีเคียวที่แทบจะต้องมีในทุกซีรี่ส์ แน่นอนว่า Precure All Stars F ก็ต้องมีเช่นกัน เพื่อที่จะเน้นย้ำให้เห็นถึงมิตรภาพและความผูกพันที่ยิ่งใหญ่ และฉากท่าต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญจาก Futari Wa Precure ก็ไม่ลืมที่จะถูกนำมาใช้ด้วย
– พลังของมือ Puka (ที่เมื่อใดที่จับอะไรก็ตามแต่ก็จะถูกทำลายไปนั้น) สามารถตีความได้ถึงความกลัวของ Puka ที่ไม่ว่าจะเจออะไรก็รู้สึกไม่ปลอดภัยและมีความระหวาดระแวง แต่เมื่อเหล่าพรีเคียวได้ปลอบ Puka ว่าไม่ต้องกลัวอะไรก็ทำให้ Puka กลับมามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นและสามารถควบคุมพลังของตัวเองได้ในที่สุด
– มีอยู่ฉากหนึ่งในส่วนแรกของภาพยนตร์ที่ผมมองว่ามันค่อนข้างตลก ก็คือตอนที่ Nodoka บอกกับ Mashiro ว่าเธออยากจะเจอ Rabirin คือถ้าใครที่ไม่ได้คิดอะไรมาก (หรือไม่ค่อยได้ชมซีรี่ส์พรีเคียวบ่อย) ก็อาจจะคิดว่าก็ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่ถ้าใครรู้รายละเอียดดีก็จะทราบว่าผู้ที่ให้เสียง Mashiro กับ Rabirin คือคนๆเดียวกัน (Ai Kakuma) มันเหมือนกับย้อนแย้งมาก ประมาณว่าฉันอยากเจอเธอ อ้าวเธอก็อยู่ตรงนี้แล้วนิ แบบนี้ (ซึ่งก็ชวนทำให้ผมนึกถึงกรณีจากตอนที่ 15 ของ Healin’ Good Precure เกี่ยวกับตุ๊กตา Lavendaruma ที่ผมเคยเขียนรีวิวไว้นานแล้ว)
– หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมากก็คือ มีการเอาฉากสำคัญต่างๆและคำพูด Quote ต่างๆที่ประทับใจของพรีเคียวในแต่ละซีรี่ส์ตั้งแต่ Futari Wa Precure มาใส่ไว้ในตัวภาพยนตร์ในส่วนของ Climax (ที่ถือว่าทางทีมงานไม่ได้ละเลยในจุดนี้) ซึ่งฉากสำคัญที่ผมได้ชมฉากหนึ่งที่ผมจำได้ไม่ลืมเลยก็คือฉากจากตอนที่ 21 ของ DokiDoki! Precure (ไม่บอกว่าเป็นฉากอะไร แต่ถือว่าเป็นหนึ่งในฉากในซีรี่ส์พรีเคียวที่โดดเด่นที่สุด)
– แม้ว่าจำนวนพรีเคียวที่เยอะมากด้วยจำนวนถึง 78 คน (ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถที่จะให้ทุกคนมีบทพูดได้หมด) แต่ช่วงระยะเวลาที่ปรากฏของพรีเคียวแต่ละคนในทุกๆทีมก็มีความลงตัวที่เหมาะสม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Nagisa (Cure Black) และ Honoka (Cure White) ซึ่งถือว่าเป็นพรีเคียวรุ่นแรกในแฟรนไชส์ ที่อย่างน้อยได้มีบทพูดที่สำคัญบ้างในภาพยนตร์เรื่องนี้ (แม้จะไม่เท่ากับตอน All Stars Memories ก็ตามนะ)
………….
และทั้งหมดนี้ก็เป็นการรีวิว Precure All Stars F ในฉบับของผมที่อยากจะเขียน ถึงแม้ว่าผมอาจจะไม่ได้ลงในรายละเอียดส่วนอื่นๆก็ตาม (เพราะผมได้ชมภาพยนตร์เพียงครั้งเดียว ดังนั้นผมก็อาจพลาดและตกหล่นรายละเอียดส่วนอื่นๆได้) แต่ถ้าจะให้ผมสรุปสั้นๆว่า Precure All Stars F เป็นอย่างไร????
ผมขอสรุปสั้นๆว่า เป็นที่สุดของภาพยนตร์พรีเคียว
ส่วนเหตุผลนะเหรอ ไปชมกันเอาเองในโรงภาพยนตร์ก็แล้วกัน : )

ซึ่งก็เป็นข่าวดีที่ภาพยนตร์ Precure All Stars F จะเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ถือว่าเป็นภาพยนตร์พรีเคียวเรื่องแรกที่เข้าฉายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (อันที่จริงผมทราบข่าวนี้มาตั้งแต่ที่มีข่าวประกาศว่าจะนำ Precure All Stars F เข้าฉายตามประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย เมื่อช่วงกันยายนหลังจากที่เข้าฉายในสัปดาห์แรก) โดยจะเปิดรอบฉายพิเศษในวันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม 2023 นี้ (ที่ SF Cinema สาขา MBK) และเปิดรอบฉายปกติทั่วไปตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม 2023
เอาเป็นว่านี่เป็นโอกาสสำหรับแฟนๆพรีเคียวในประเทศไทยที่จะได้รับชมภาพยนตร์ Precure All Stars F ที่ใกล้จะเข้าฉายในอีกไม่นานนะ : )

_____________________________________
คุณต้อง เข้าสู่ระบบแล้ว เพื่อส่งแสดงความเห็น.