เรื่องตลกจากลูกค้า(จอมเรื่องมาก)คนหนึ่งที่เอาของมาให้ซ่อมที่ร้านซ่อมและอยากจะเจอช่างที่ซ่อม ถึงแม้ว่าจะต้องนั่งรอคอยช่างอยู่ใต้ต้นไม้เป็นเวลานานก็ตาม

สำหรับบางคนที่ทำอาชีพเกี่ยวกับการซ่อมของหรือสินค้าอะไรก็ตามแต่ ก็อาจจะต้องเคยเจอลูกค้าบางส่วนที่ชอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการซ่อมแบบว่า “ซ่อมตรงไหนเนี่ย ไม่เห็นมีรอยเปิดเลย??” “ทำไมราคาซ่อมมันแพงจัง??” หรือแม้แต่ถามว่า “ทำไมซ่อมเสร็จเร็วจัง ซ่อมจริงหรือเปล่าเนี่ย??” !=__=!

ตัวผมเองก็เคยเอาของใช้ต่างๆที่เสียไปให้ร้านซ่อมที่รู้จัก ก็เคยได้ยินคำถามเหล่านี้มาจากเจ้าของร้านจนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งผมก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะลูกค้าก็มีสิทธิ์ที่จะถามได้เกี่ยวกับรายละเอียดของการซ่อม แม้ว่าของซ่อมชิ้นนั้นจะมีราคาไม่แพงมากก็ตาม

15

จากหลายกรณีที่เจ้าของร้านซ่อมเล่าให้ผมฟัง ลูกค้าส่วนมากก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยเกี่ยวกับของที่ซ่อมเสร็จแล้ว ก็อาจมีเพียงบ่นๆว่าของที่ซ่อมมันราคาแพงไปหน่อย ถ้าลดราคาได้ก็ยิ่งดี ซึ่งเจ้าของร้านก็บอกว่าถ้าลดได้ก็จะลดให้

แต่ก็มีลูกค้าอยู่คนนึงที่เจ้าของร้านคนนี้ถึงกับบอกผมว่า เป็นลูกค้าที่เรื่องมากที่สุดในบรรดาลูกค้าทั้งหมดเวลาที่จะซ่อมของและเรียกได้ว่าเป็นลูกค้าจอมเรื่องมาก

10

เจ้าของร้านซ่อมเล่าให้ฟังว่า ลูกค้า (จอมเรื่องมาก) คนนี้ก็เอาของใช้ที่เสียมาให้ทางร้านซ่อมชิ้นนึง ซึ่งของชิ้นนี้ก็เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (ผมไม่รู้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นเป็นอะไรนะ) พนักงานหน้าร้านที่รับของซ่อม (ที่อยู่หน้าร้าน) ก็รับของชิ้นนี้ไว้และแจ้งกับลูกค้าคนนี้ว่าจะทำการประเมินค่าซ่อมแล้วถึงค่อยโทรแจ้งให้ทราบว่าอยากจะให้ซ่อมหรือไม่ เลยทำให้ลูกค้าคนนี้ต้องกลับไปก่อน

ส่วนพนักงานคนนี้ก็นำของชิ้นนี้ไปให้พนักงานอีกคนนึงที่อยู่ด้านในของร้านซึ่งเป็นช่างซ่อมทำการตรวจเช็คและประเมินราคาซ่อม

14

ผ่านไปสักสองชั่วโมง ลูกค้าคนนี้ก็ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากทางร้านว่าราคาการซ่อมของเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนี้อยู่ที่ราคา 1000 บาท ราคานี้รวมค่าอะไหล่และรวมค่าแรงเรียบร้อยแล้ว (อันนี้เป็นราคาที่ผมสมมุติขึ้นมาเองนะ) โดยจะต้องใช้เวลาสองวันในการซ่อม

พอลูกค้าได้รับทราบถึงราคาในการซ่อมก็คิดอยู่สักพักนึง แต่ก็บ่นๆว่าทำไมค่าซ่อมถึงแพงจัง ลดราคาหน่อยไม่ได้เหรอ แต่พอพนักงานหน้าร้านอธิบายให้ฟังแบบละเอียด ลูกค้าคนนี้จึงตอบตกลงที่จะซ่อม และช่างซ่อมก็ทำการซ่อมสินค้าตัวนี้ทันที และผ่านไปสองวัน ลูกค้าคนนี้ก็มารับของที่ร้าน

12

เมื่อลูกค้าคนนี้พูดคุยกับพนักงานหน้าร้านเกี่ยวกับของที่ได้ซ่อม ก็เริ่มถามด้วยคำถามเหล่านี้แบบว่า……..

 “ทำไมราคาซ่อมมันแพงจัง??”

“อะไหล่ที่ช่างเปลี่ยนมันอยู่ตรงส่วนไหนของเครื่อง??”

“ทำไมแค่อะไหล่แค่ไม่กี่ชิ้นมันถึงแพงขนาดนี้??”

“ผมเคยไปถามร้านอื่นที่รับซ่อม เขาบอกว่ามันไม่ได้แพงขนาดนี้หรอก แน่ใจเหรอว่าราคาซ่อมมันเท่านี้จริง??”

7

โดยพนักงานหน้าร้านก็ให้คำตอบสำหรับแต่ละคำถามที่ลูกค้าคนนี้ถาม (ผมคงไม่ต้องระบุว่าคำตอบคืออะไรนะ) จนมาถึงคำถามสุดท้ายที่ว่า

“ช่างที่ซ่อมเครื่องของผมอยู่มั๊ย?? ผมอยากจะเจอเขาหน่อย จะถามว่าทำไมค่าซ่อมมันถึงแพงขนาดนี้ และอยากจะรู้ว่าซ่อมตรงจุดไหนบ้าง??”

ซึ่งพนักงานก็ตอบกลับไปว่าช่างที่ซ่อมไม่สะดวกที่จะให้พบ เพราะเนื่องจากกำลังซ่อมของชิ้นอื่นๆอยู่ แต่ลูกค้าคนนี้ก็ยืนกรานว่าจะต้องพบช่างคนนี้ให้ได้ เลยทำให้เจ้าของร้านต้องมาช่วยพูดและยืนยันว่าของที่ซ่อมไปใช้ได้แน่นอน ทำให้ลูกค้าคนนี้ก็ต้องยอมและจ่ายค่าซ่อมไป 1000 บาท และยกเครื่องออกจากร้านไป

11

มาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนที่อ่านคิดว่าเรื่องเกี่ยวกับลูกค้าจอมเรื่องมากคนนี้ที่เอาของมาซ่อมจบแล้วหรือยัง???

ขอบอกว่ายังไม่จบนะ ยังมีอีก ซึ่งต่อจากนี้เป็นส่วนที่ผมคิดว่าตลกมากๆเลย

………….

หลังจากที่ลูกค้าจอมเรื่องมากคนนี้ได้กลับไปแล้ว พนักงานหน้าร้านคนนี้ก็กำลังจะออกไปซื้ออาหารมาทาน พอพนักงานคนนี้เดินออกมาจากร้าน ก็สังเกตเห็นมีคนอยู่คนนึงที่หน้าตาคุ้นๆนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ตรงข้ามกับร้าน พอมองเข้าไปใกล้ๆก็ปรากฏว่าเป็น……….

ลูกค้าจอมเรื่องมากคนนี้แหละที่เพิ่งออกไปจากร้านก่อนหน้านี้และดูเหมือนว่ากำลังนั่งรอพบใครบางคน

พนักงานคนนี้ก็เลยรีบกลับเข้าไปในร้านและแจ้งเจ้าของร้านและช่างที่ซ่อมให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนี้ แถมยังบอกช่างด้วยว่าอย่าเพิ่งเดินออกมาที่หน้าร้านนะ

ส่วนเจ้าของร้านก็เดินมาตรงบริเวณหน้าร้านและก็เห็นลูกค้าคนนี้ยังคงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ทางฝั่งตรงข้ามอยู่ และเจ้าของร้านก็แอบหัวเราะเบาๆ พร้อมกับรู้เลยว่าลูกค้าคนนี้กำลังรอพบใครอยู่

2

ถึงตรงนี้แล้ว พอจะรู้มั๊ยว่าลูกค้าจอมเรื่องมากคนนี้กำลังรอพบใครอยู่?? ลองทายดู……..

………………

คำตอบก็คือ ก็รอพบช่างที่ซ่อมของของลูกค้า(จอมเรื่องมาก)คนนี้แหละ

บางคนอาจถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นละ??

เจ้าของร้านซ่อมบอกผมว่า จากการสันนิษฐาน (โดยอาศัยประสบการณ์จากที่เคยเจอจากลูกค้าที่เอาของมาให้ซ่อมหลายคน) สาเหตุที่ลูกค้าอยากจะเจอช่างที่ซ่อมของเขา ก็เพื่อที่จะถามแบบให้ละเอียดว่าตอนที่ซ่อม ซ่อมตรงไหนกันแน่และทำไมมันถึงแพงและถ้าจะซ่อมเองทำได้ไหม และบางทีก็อาจถึงขั้นแบบว่าช่วยถอดเครื่องและซ่อมให้ดูได้มั๊ย??

ถ้าจะให้พูดง่ายๆอีกแบบก็คือ ลูกค้าอยากจะขอความรู้ขอวิชาเกี่ยวกับการซ่อมจากช่างคนนี้

13

เจ้าของร้านซ่อมก็ยังบอกอีกว่า โดยทั่วไปแล้วกว่าจะมาเป็นช่างก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะช่างแต่ละคนก็ต้องมีประสบการณ์การเรียนรู้ในการซ่อมของชิ้นต่างๆ ยิ่งถ้ามีฝีมือในการซ่อมเก่งและสามารถซ่อมสินค้าหรือของที่ค่อนข้างยากหรือน้อยคนที่จะทำได้ ค่าแรงในการซ่อมก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย (อันนี้ก็แล้วแต่ช่างซ่อมแต่ละคนว่าซ่อมอะไร) แน่นอนว่าประสบการณ์เหล่านี้ในการซ่อมก็ต้องแลกด้วยการเรียนรู้เป็นเวลาอันยาวนาน

4

แต่การที่ลูกค้าจะมาขอความรู้ขอวิชาการซ่อมจากช่างในเวลาเพียงแป๊บเดียวนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควร (ถ้ามองจากมุมมองของช่างและเจ้าของร้านซ่อม) เพราะเหมือนกับประมาณว่า ถ้าคุณเอาของมาซ่อมให้กับทางร้าน และคุณอยากจะรู้วิธีซ่อม คุณจะเอามาให้ร้านซ่อมทำไม ร้านซ่อมก็ต้องมีค่าใช้จ่ายนะ ไม่ใช่มาซ่อมกันแบบถูกๆแล้วมาขอวิชาจากช่างแบบฟรีๆ เหมือนกับช่างเขาอุตส่าห์ฝึกฝนวิชามาหลายปีในการซ่อมของ แล้วมาเจอลูกค้าที่จะมาขอวิชาการซ่อมจากช่างเพียงแค่แป๊บเดียวซึ่งก็ดูไม่ยุติธรรมสำหรับฝ่ายช่างและเจ้าของร้าน

8

กลับมาที่เรื่องของลูกค้าจอมเรื่องมากคนนี้ ลูกค้าคนนี้ก็นั่งรอแล้วรอเล่า ในใจก็หวังว่าช่างที่ซ่อมคงจะออกมา โดยไม่สนใจว่าตัวเองจะต้องนั่งรอคอยเป็นเวลานานหรือไม่ ประมาณว่าพอช่างเดินออกมาหน้าร้านปุ๊บ ลูกค้าคนนี้ก็จะรีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับถามโน่นถามนี่เกี่ยวกับของที่ซ่อมแบบไม่หยุดเลย (คงจะนึกภาพกันออกนะว่าจะเป็นอย่างไร)

แต่โชคดีที่ว่าเจ้าของร้านและพนักงานหน้าร้านรู้ทันลูกค้าคนนี้ ก็เลยบอกช่างว่าอย่าออกมาที่หน้าร้าน ให้ออกไปทางประตูหลังร้านแทน ปล่อยให้ลูกค้าคนนี้นั่งรอใต้ต้นไม้ต่อไปละกัน (แบบว่าอยากจะนั่งรอก็เป็นเรื่องของคุณ เพราะถือว่าหน้าที่การซ่อมของทางร้านได้เสร็จสิ้นลงแล้วและแถมก็บอกด้วยว่าซ่อมอะไรตรงไหนแล้วโดยไม่ต้องถามอะไรอีก)

และท้ายสุด ผ่านไปประมาณสองชั่วโมง ลูกค้าจอมเรื่องมากคนนี้ก็ต้องยอมแพ้และกลับบ้านทันทีเพราะรู้ว่าคงรอที่จะพบช่างไม่ไหวแล้ว

เรื่องก็จบเพียงเท่านี้ : )

9

นอกเหนือจากนี้ เจ้าของร้านซ่อมยังบอกผมอีกว่าหน้าที่ของช่างซ่อมในร้านก็คือซ่อมของเท่านั้นและจะไม่มีการออกมาเจอลูกค้าโดยตรง ไม่อย่างงั้นก็อาจจะเกิดเหตุการณ์แบบลูกค้าจอมเรื่องมากคนนี้ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับร้านซ่อมแต่ละที่ว่ามีนโยบายอย่างไร

เอาเป็นว่าของทุกชิ้นที่ส่งไปให้ร้านซ่อมไม่ว่าเป็นของอะไรก็ตามก็ต้องมีค่าใช้จ่าย, ค่าอะไหล่และค่าแรงของช่างที่ซ่อมให้

16

อีกทั้งเจ้าของร้านซ่อมก็ยังบอกกับผมว่าถ้าลูกค้าคนไหนไม่อยากจะเสียค่าซ่อมเยอะ วิธีก็ไม่มีอะไรมากนอกจากหาซื้อชิ้นส่วนอะไหล่ของที่จะซ่อมและลงมือซ่อมด้วยตัวเองซะเลย ส่วนจะซ่อมได้หรือไม่ได้นั้นก็เป็นอีกเรื่องนึง ถือว่าเป็นสิทธิ์ของลูกค้าที่อยากจะซ่อมในราคาที่ถูกแบบไม่ต้องเสียเงินเยอะ

แต่ก็โปรดรู้ด้วยว่าช่างที่ซ่อมก็ต้องมีค่าแรงเหมือนกัน ไม่ใช่ซ่อมให้ฟรีนะ ที่สำคัญช่างมืออาชีพก็ต้องมีประสบการณ์และมีความรู้เยอะในการซ่อมมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นช่างเลย

5

ท้ายสุด ผมคิดว่ามันก็เป็นเรื่องตลกจริงๆกับการที่ลูกค้าจอมเรื่องมากคนนี้ยอมที่จะนั่งรอใต้ต้นไม้เพื่อให้ช่างออกมาหน้าร้าน ^__^ แม้ว่าจะต้องนั่งรอคอยเป็นเวลานาน แต่สุดท้ายลูกค้าคนนี้ก็อดเจอช่างอยู่ดี ผมสงสัยเหมือนกันว่าจะมีลูกค้าสักกี่คนที่จะยอมทำแบบนี้

ถ้าเป็นผม ผมคงไม่ทำหรอก เพราะผมไม่ได้มีเวลาว่างเหมือนกับลูกค้าคนนี้ที่จะมานั่งรอใต้ต้นไม้เพื่อที่จะพบช่างนะ : )

17

6

_______________________________

 


ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s