ว่าด้วยเรื่องของน้ำจิ้มที่ได้มาจากร้านอาหารที่ผมมักจะทานไม่หมดในบางครั้ง เพราะปริมาณของน้ำจิ้มที่ทางร้านให้เยอะเกินไป…..

จะเรียกก็ได้ว่าเป็นการให้คำแนะนำในฐานะลูกค้าถึงพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายที่ทำร้านอาหารกันนะ : )

คือเรื่องนี้มาจากการสังเกตของผมแทบทุกครั้งเวลาที่ไปผมสั่งซื้ออาหารมาทาน ไม่ว่าจะนั่งทานที่ร้าน, ซื้อจากร้านกลับมาทานที่บ้าน หรือแม้แต่สั่งจาก Food App

ซึ่งก็เกี่ยวกับน้ำจิ้มนั่นเอง……

เป็นเรื่องปกติเวลาที่เราสั่งซื้ออาหารมาจากร้านอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทย่าง, ทอด หรือนึ่ง ก็จะต้องมีน้ำจิ้มมาให้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นน้ำจิ้มไก่, น้ำจิ้มสุกี้, น้ำจิ้มหมูสเต๊ะ, น้ำจิ้มทอดมัน, น้ำจิ้มซีฟู๊ด ฯลฯ เพื่อที่จะมาใช้จิ้มทานกับอาหารที่เราสั่งไปเพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อย

แต่ที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ ไม่ใช่เกี่ยวกับว่ารสชาติของน้ำจิ้มแต่ละแบบที่ผมเคยทานเป็นอย่างไรนะ

แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ประสบการณ์ของผมกับการทานน้ำจิ้มที่มากับอาหารไม่หมดในบางครั้ง เพราะปริมาณของน้ำจิ้มที่ทางร้านให้เยอะเกินไป

หรือจะพูดง่ายๆก็คือ น้ำจิ้มที่ทางร้านอาหารให้มามีเหลืออยู่เยอะหลังจากที่ทานอาหารไปหมดแล้ว

คืออยากบอกว่าในเวลาที่ผมสั่งซื้ออาหารมาทานที่บ้าน พอผมหยิบอาหารที่บรรจุอยู่ในถุงหรือในห่อพร้อมกับถุงที่เป็นน้ำจิ้มออกมา ผมมักจะสังเกตถุงน้ำจิ้มเสมอและนึกในใจว่า “มื้อนี้จะทานน้ำจิ้มหมดมั๊ย??” เพราะว่าปริมาณของน้ำจิ้มที่ผมได้มา ผมมองว่ามันเยอะเกินไป กลัวว่าอาจจะทานไม่หมด

และแทบทุกครั้งที่ผมคิดแบบนี้ มันก็จะเป็นจริงเสมอเมื่อถึงตอนที่ผมทานอาหารจนหมด ก็จะเหลือน้ำจิ้มในปริมาณที่เยอะ

ถ้าจะให้นึกเป็นภาพ ก็ลองสมมุติว่าปริมาณของน้ำจิ้มที่ได้มาเต็มถุงหรือเต็มถ้วย ผมทานเพียงแค่ 1 ใน 4 ของทั้งหมดเท่านั้นเอง

สิ่งที่น่าคิดตามก็คือ แล้วน้ำจิ้มที่เหลือจะทำอย่างไร????

ถ้าเป็นบางคนไม่ได้คิดอะไรมาก ก็อาจจะโยนทิ้งไป

แต่เป็นผม ผมจะเก็บใส่ในตู้เย็น เผื่อว่าสามารถเอามาจิ้มกับอาหารอย่างอื่นได้ในครั้งต่อไป อาจเรียกได้ว่าเป็นการประหยัดไปในตัว ไม่ต้องไปซื้อขวดน้ำจิ้มมาเพิ่ม

แต่เอาเข้าจริง โอกาสที่ผมจะหยิบน้ำจิ้มเหลือ (ที่ได้มาจากร้านอาหาร) เอาออกจากตู้เย็นเพื่อมาทานในครั้งต่อไปนั้นน้อยมาก ส่วนหนึ่งเพราะเวลาผ่านไปนานๆ ผมก็แทบจะลืมแล้วว่ามีน้ำจิ้มเก่าที่ยังเก็บอยู่ในตู้เย็น อีกทั้งเวลาที่ผมสั่งซื้ออาหารในครั้งต่อไปก็ต้องได้น้ำจิ้มมาอยู่ดีซึ่งก็เป็นน้ำจิ้มที่ใหม่และน่าทานมากกว่า

และมันก็เท่ากับว่าการที่ผมไม่ทิ้งน้ำจิ้มที่เหลืออยู่และเก็บเข้าใส่ตู้เย็น ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆมันก็เหมือนกับเป็นการสะสมน้ำจิ้มเหลือแบบไม่รู้ตัว !0__0! และไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะทานได้หมด (คงจะนึกภาพกันออกนะว่าผมหมายถึงอย่างไร)

ด้วยเหตุนี้เอง ในบางครั้งเวลาที่ผมไปสั่งซื้ออาหาร โดยเฉพาะร้านอาหารเจ้าประจำผมจะบอกกับทางร้านว่า ไม่ขอรับน้ำจิ้ม เนื่องจากว่ายังมีน้ำจิ้มที่เหลืออยู่จากครั้งก่อน ซึ่งทางร้านก็เข้าใจ อีกทั้งก็เป็นการประหยัดน้ำจิ้มไปด้วย : )

หรืออีกอย่างนึง ถ้าผมคิดว่าผมไม่สามารถทานน้ำจิ้มได้หมด และผมไม่คิดที่จะเก็บน้ำจิ้มนั้นๆ ผมก็จะบอกกับทางร้านว่า ขอน้ำจิ้มในปริมาณที่น้อยหน่อย กลัวว่าจะทานไม่หมด

แต่ก็ไม่ใช่ทุกร้านที่ผมจะบอกแบบนั้นได้ เพราะน้ำจิ้มจากร้านอาหารส่วนมากที่ผมเคยเห็นมักจะเตรียมน้ำจิ้มแพ็คไว้เรียบร้อยตั้งแต่แรกแล้ว (มีทั้งใส่ถุงมัดยาง หรือใส่ถ้วยปิดฝา) คือพอทางร้านห่ออาหารเสร็จก็หยิบถุงน้ำจิ้มมาใส่ด้วยเลย และผมก็ไม่รู้ว่าจะมีพ่อค้าแม่ค้าสักกี่รายที่จะยอมตักน้ำจิ้มให้ผมใหม่ที่อาจจะทำให้เสียเวลาได้ (แทนที่จะเอาเวลาไปทำอาหารให้กับลูกค้าคนอื่น) เพียงแค่ผมต้องการน้ำจิ้มในปริมาณที่น้อยกว่าคนอื่น

อีกทั้งถ้ามองในแง่ต้นทุนค่าใช้จ่ายของร้าน ถ้าเจอลูกค้าแบบผมคนเดียวที่ขอน้ำจิ้มในปริมาณที่น้อยก็อาจไม่ได้ทำให้ค่าใช้จ่ายของร้านลดลงแต่อย่างใด และทางร้านก็ต้องคำนวณตั้งแต่แรกแล้วว่าน้ำจิ้มที่จะให้ลูกค้าควรอยู่ในปริมาณเท่าใด ให้น้ำจิ้มมากหรือน้อยค่าใช้จ่ายก็ยังเหมือนเดิม เว้นซะว่าวัตถุดิบขึ้นราคา ส่งผลให้ปริมาณของน้ำจิ้มก็อาจลดลงได้

เอาเป็นว่า ที่ผมเขียนเรื่องนี้ก็อาจเป็นคำแนะนำจากลูกค้าคนหนึ่งถึงพ่อค้าแม่ค้าที่ทำร้านอาหารสามารถนำไปปรับใช้ได้ในเรื่องของการบรรจุปริมาณของน้ำจิ้มใส่ถุงหรือใส่ถ้วยว่าควรบรรจุแค่ไหนถึงพอดีและเหมาะสม (แต่อันนี้ก็ไม่นับรวมน้ำจิ้มแบบสำเร็จรูปบรรจุซีลถุงที่ทางร้านอาหารซื้อมาจากโรงงาน ที่ลูกค้าสามารถฉีกแกะมาใช้ได้เลย ในกรณีที่ร้านอาหารไม่สามารถทำน้ำจิ้มเองได้)

อย่างน้อยถ้าทางร้านอาหารบรรจุน้ำจิ้มลงไปในถุงหรือถ้วยที่จะให้ลูกค้าในปริมาณที่ลดลงไปจากเดิม ก็สามารถทำให้ประหยัดในเรื่องต้นทุนได้ในระดับนึง และลดปริมาณของเหลือจากเศษอาหารได้นะ : )

_____________________