ข้อเสียเพียงข้อเดียวในการใช้ตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋า (หรือสัมภาระอื่นๆ) ตามสถานที่ต่างๆในญี่ปุ่นจากประสบการณ์ของผม (ที่คนอื่นอาจจะเจอ) ที่จะไม่มีวันลืมเลย

สำหรับคนที่มีกระเป๋า (อาจจะเป็นกระเป๋าเดินทางหรือกระเป๋าเป้) หรือของสัมภาระอื่นๆ ในระหว่างที่เที่ยวในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตามแต่ โดยเฉพาะคนที่มีกระเป๋าและของสัมภาระที่เยอะมาก ก็คงต้องใช้บริการตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋าที่ญี่ปุ่น

15

ซึ่งตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋าที่ว่ามานี้ ส่วนมากก็จะมีให้บริการตามสถานีรถไฟต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟบนดิน หรือรถไฟใต้ดินก็ตาม บางสถานีโดยเฉพาะที่เป็นสถานีใหญ่ ก็มีให้บริการหลายจุด (ตามสนามบินและตามสถานที่เที่ยวบางแห่งก็มีให้บริการด้วยนะ)

และตู้ล็อกเกอร์ที่มีให้บริการอยู่นั้น ก็จะมีเป็นทั้งรุ่นที่ใช้เป็นกุญแจบิดออก (พอใช้บริการเสร็จแล้วตัวกุญแจก็จะติดอยู่ที่ตัวตู้เลย) และรุ่นที่เป็นระบบควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์แบบสัมผัสหน้าจอ (รุ่นแบบนี้ใช้ได้ทั้งเงินสดและบัตร IC CARD)

13

16

มองดูแล้วการใช้ตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋ารวมถึงสัมภาระอื่นๆ ก็มีข้อดีหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ต้องมีกระเป๋าใบใหญ่ๆให้กวนใจ ในช่วงที่เราต้องการเดินเที่ยวในตัวเมืองอย่างสบายใจ

แต่จากประสบการณ์ที่ผมใช้ตู้ล็อกเกอร์เวลาที่ไปเที่ยวที่ไหนในญี่ปุ่น ผมก็พบว่าการใช้ตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋ามีข้อเสียอยู่ข้อเดียวที่ผมจะไม่มีวันลืมเลย

9

ซึ่งข้อเสียข้อนั้น ที่ผมจะบอกแบบยาวๆก็คือ………..

“ต้องเช็คให้ดีก่อนว่ากระเป๋าหรือสิ่งของสัมภาระใดๆที่เราจะฝากในตู้ล็อกเกอร์นั้น ไม่มีสิ่งของที่เราจำเป็นต้องใช้ระหว่างเที่ยวหรือเป็นของมีค่าที่จำเป็นมาก ไม่อย่างนั้นจะต้องจ่ายเงินเพิ่มในการใช้ตู้ล็อกเกอร์ใหม่อีก”

ถ้าใครอ่านแล้วยังไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะอธิบายแบบให้เห็นภาพอย่างละเอียด

กับประสบการณ์ที่ผมเจอมาด้วยตัวเอง : )

19

คืออย่างนี้นะ………..

มันมีอยู่ครั้งนึงตอนที่ผมอยู่ที่สถานีโตเกียว และผมอยากจะไปเดินหาอะไรทาน อีกทั้งผมอยากจะแวะซื้อสินค้าที่ร้าน Precure Pretty Store ในส่วนบริเวณ Tokyo Character Street

เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ ผมได้ไปซื้อของฝากที่ตึกม่วง Takeya (ที่นักท่องเที่ยวชอบไปซื้อของฝากกลับบ้านกัน) หลังจากนั้น ผมก็นั่งรถไฟมาลงที่สถานีโตเกียว เพื่อจะมาทำกิจกรรมอย่างที่ผมได้บอกไปข้างต้น

7

และด้วยตัวผมเองก็มีกระเป๋าเป้ที่สะพายหลัง (ที่ทำให้ผมเมื่อยไหล่) ที่ข้างในเต็มไปด้วยของฝากที่ผมซื้อมา ไม่ว่าจะเป็น เนยถั่ว Skippy แบบขวด, ลูกกลิ้ง Keshipon, เครื่องเขียนทั้งหลาย (ไม่ว่าจะเป็นดินสอหรือปากกา) และขนมอื่นๆอีกเยอะแยะ !=__=!

ผมก็เลยต้องการที่จะใช้ตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋า เพื่อที่จะได้ทานอาหารและเดินเลือกซื้อสินค้าที่ Precure Pretty Store ได้อย่างสบายใจ

ดังนั้น ผมก็เดินไปตรงจุดที่เป็นตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋าแห่งหนึ่งในสถานีโตเกียว ที่ใช้เป็นแบบลูกกุญแจบิดออกมา

8

ก็เหมือนกับคนอื่นๆเวลาที่ใช้ตู้ล็อกเกอร์ ผมก็เปิดตู้เพื่อที่จะเอากระเป๋าเป้ (ที่หนัก) ใส่เข้าไปข้างในตู้

จากนั้นก็ปิดตู้, หยอดเหรียญใส่เข้าไป (จำไม่ได้ว่าตู้ที่ผมใช้บริการนั้น เป็นตู้ล็อกเกอร์ขนาดไหน เพราะราคาจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับขนาดของตู้) และหมุนลูกกุญแจออก คลิ๊ก!! เพื่อที่ให้การฝากกระเป๋าในตู้ล็อกเกอร์เสร็จสมบูรณ์

4

หลังจากที่เสร็จจากการฝากกระเป๋าในตู้ล็อกเกอร์แล้ว ผมก็สำรวจเช็คดูในกระเป๋ากางเกงและกระเป๋าเสื้อว่าของที่มีค่าและของที่จำเป็นที่ต้องใช้ยังอยู่ครบ (โดยปกติผมก็ต้องเช็คตลอดเวลาในการเที่ยว) ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเดินทาง, เงินสด, แว่นตา, เหรียญ 100 เยน (เผื่อว่าจะไปเห็นตู้กาชาปองที่อยากเล่น)

และผมก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าผมไม่มีของสิ่งนี้ที่ผมต้องใช้อยู่กับตัว

ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ……………

กล้องถ่ายรูป!!!

 **โดยปกติแล้ว เวลาที่ไปญี่ปุ่นทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม ผมจะพกกล้องถ่ายรูปเสมอไว้ในกระเป๋าเสื้อ เพื่อที่เวลาเห็นอะไรที่อยากจะถ่าย ก็สามารถหยิบออกมาถ่ายได้เลย (อันนี้ไม่นับกล้องจากโทรศัพท์มือถือนะ)**

5

ทีแรกผมก็ตกใจว่า กล้องถ่ายรูปหายไปไหน ทำหล่นหายหรือเปล่า แต่นึกไปนึกมาก็รู้ว่ากล้องถ่ายรูปอยู่ในกระเป๋าเป้นั่นเอง ซึ่งก็เท่ากับว่า………..

กล้องถ่ายรูปของผมอยู่ในตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋า ที่ผมเพิ่งจะเอาไปฝากเมื่อสักครู่นี้เอง !!O__o!!

และนั่นก็หมายความว่า ถ้าผมจะเอากล้องถ่ายรูปของผม ผมก็ต้องเอากุญแจไปเปิดตู้ล็อกเกอร์ เพื่อที่จะหยิบกล้องออกมา

แต่มันก็ยังไม่จบเท่านี้!!!

เพราะถ้าหลังจากที่ผมเอากล้องถ่ายรูปออกมาตู้ ผมก็ต้องปิดตู้ล็อกเกอร์อีกครั้งเพื่อที่จะฝากกระเป๋า ซึ่งก็เท่ากับว่าผมจะต้องหยอดเหรียญใส่ไปอีกครั้งเท่ากับจำนวนเงินที่ใส่ไปก่อนหน้านี้ (เหมือนกับใช้บริการใหม่อีกครั้ง)

12

ถ้าจะให้สรุปง่ายๆก็คือ พอฝากของในตู้ล็อกเกอร์เสร็จ และเราเพิ่งจะรู้ตัวว่าเรามีของที่จำเป็นต้องใช้หรือเป็นของมีค่าที่อยู่ในตู้ล็อกเกอร์ เราก็ต้องไปเปิดตู้เพื่อที่จะเอาของสิ่งนั้นออกมา แล้วพอจะปิดตู้ ก็ต้องหยอดเหรียญจ่ายเงินค่าบริการใหม่ เพราะด้วยความสะเพร่าของเรานั่นเอง!!

หวังว่าคงจะเห็นภาพชัดเจนแล้วนะ ว่าข้อเสียของการใช้ตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋ามันเป็นอย่างไร

2

กลับมาที่เรื่องของผม

ผมก็เลยคิดว่าจะเอากล้องถ่ายรูปในกระเป๋าเป้ออกมาตู้ล็อกเกอร์ดีไหม?????

แต่คิดไปคิดมาแล้ว…………

ผมไม่เอาดีกว่า

เพราะผมไม่อยากจะเสียเงินในการฝากกระเป๋าในตู้ล็อกเกอร์ใหม่ เพียงเพราะกล้องถ่ายรูปตัวเดียว

20

สรุปแล้ว วันนั้นผมไปทานอาหารและไปเดินซื้อสินค้าที่ Precure Pretty Store โดยที่ไม่ได้มีการถ่ายรูปอะไรเลยแม้แต่ภาพเดียว !=__=!

22

ใครที่มีกระเป๋าหรือสัมภาระอื่นๆ (อย่างถุงหิ้วหลายใบจากการช้อปปิ้ง) และต้องการที่จะใช้ตู้ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋าละก็ ก่อนที่จะใช้ ก็ให้ตรวจดูก่อนว่ามีของมีค่าหรือมีของสิ่งไหนที่เราจำเป็นต้องใช้มั๊ยในระหว่างช่วงที่เราเดินเที่ยวและฝากกระเป๋าหรือของสัมภาระอื่นๆในตู้ล็อกเกอร์

ถ้ามีก็ควรที่จะเก็บไว้ที่ตัวและเช็คว่าของเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ก่อนที่จะนำกระเป๋าหรือของสัมภาระฝากใส่เข้าไปตู้ล็อกเกอร์ เพราะถ้าล็อกไปแล้ว ก็จะเอาของสิ่งนั้นออกมาไม่ได้ จนกว่าเราจะปลดด้วยลูกกุญแจหรือปลดด้วย QR CODE และใส่เข้าไปในตู้ใหม่ซึ่งจะทำให้ต้องเสียเงินอีกแบบอย่างที่ผมเจอมา !+__+!

23

24

________________________________________________

 

 

 

 


ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s